วันนี้ (29 ก.ค. 57) เป็น "วันภาษาไทยแห่งชาติ" ไม่ใช่ "วันภาษาวิบัติแห่งชาติ" ฉะนั้นต้องใช้ภาษาไทยให้ถูกต้องนะครัช (เมิงยังใช้ผิดเลยย !!) แต่ก็ยอมรับนะ .. ว่าเมื่อก่อนหมอเน็ทก็ชอบใช้ภาษาวิบัติเหมือนกัน
 
       'เด๋วมานะ ปัยอาบน้ามแปป'
        ".. มา นะ .. อาบ .. โว๊ะ !! เด็กสมัยนี้พิมพ์อะไรกันเนี่ย อ่านไม่รู้เรื่องเลย ภาษาวิบัติหมด" คนเป็นแม่บ่น หลังจากที่พยายามอ่านข้อความที่ลูกชายกำลังแชทอยู่กับเพื่อน
       "ก็ 'เดี๋ยวมานะ ไปอาบน้ำแป๊บ' ไง" คนถูกบ่นอ่านภาษาวัยรุ่นให้แม่ฟัง ก่อนที่จะลุกไปอาบน้ำ
 
       มาลองคิด ๆ ดูก็แปลกนะ ทำไมไม่เห็นมีผู้ใหญ่คนไหนบอกว่า "ตอนเด็ก ๆ น้าก็พิมพ์วิบัติแบบนี้แหละลูก" หรือว่ามันเพิ่งมาวิบัติในยุคของพวกเรา .. แต่หมอเน็ทคิดว่าภาษาที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ มันก็คือ "ภาษาที่ค่อย ๆ วิบัติมาตั้งแต่สมัยก่อน" นั่นแหละ ก็ผ่านมาแล้วตั้ง 700 ปีแล้ว มันคงไม่เหมือนเดิมเป๊ะหรอกมั้ง ดังตัวอย่างด้านล่างง ..
 
       (เหตุการณ์สมมติ)
       หลังจากที่คุณหญิงภาวดีได้อ่านเนื้อความภายในจดหมายจนจบ
       "นางเพิ้งมานี่หน่อยซิ เดี๋ยวเอ็งเขียนจดหมายตอบคุณท่านตามนี้นะ 'หม่อมฉันเห็นสมควรด้วยกับคุณท่าน แม้นผู้คนอื่น ๆ จักว่าเยี่ยงไรก็ตาม' เขียนเสร็จก็ส่งให้เรียบร้อยเลยล่ะ" สั่งเสร็จ ผู้เป็นนายก็ค่อย ๆ เดินขึ้นเรือนใหญ่ไป
       "เดี๋ยวบ่าวจัดให้ค่ะ" นางเพิ้งตอบรับ ก่อนที่จะรีบวิ่งไปหากระดาษและหมึกปากกา
       "เดี๋ยวก่อนนางเพิ้ง เอ็งพูดใหม่ให้ถูกต้องซิ"
       คนถูกเรียกถึงกับสะดุ้ง แล้วค่อย ๆ หันมาตอบด้วยรอยยิ้มเจื่อน ๆ "เดี๋ยวบ่าวจัดการให้เจ้าค่ะ"
       ว่าแล้วนางเพิ้งก็จัดการจนเสร็จสรรพไร้ที่ติ เพียงแต่เนื้อความภายในจดหมายนั้นเขียนว่า 'ฉันเห็นด้วยกับคุณ แม้คนอื่นจะว่าไงก็ตาม'
 
       สมมติฐาน: เนื่องจากทาสสมัยก่อนคงไม่ได้นั่งสอบสะกดคำ (เหมือนกับที่เราทำตอนประถม) คำบางคำจึงอาจจะยากเกินกว่าที่นางเพิ้งจะเขียนได้ หรือบางทีนางเพิ้งอาจจะขี้เกียจเขียนยาวยืดก็เลยตัดออกไปเป็นบางคำซะเลยย !!
 
       ฉะนั้นจะพูดว่า "ภาษาวิบัติคือวิวัฒนาการของภาษาไทย" มันก็คงไม่ผิด เพราะจากตัวอย่างด้านบนจะเห็นว่ามีทั้งการเพี้ยนเสียง การกล่อนคำ การละคำ ฯลฯ เพื่อให้ง่ายต่อการสื่อสาร
 
       หรืออีกทฤษฎีหนึ่งก็คือ ..
 
       ในสมัยที่การส่งข้อความทางโทรศัพท์ยังรุ่งเรือง มีการจำกัดจำนวนตัวอักษรในแต่ละข้อความ ทำให้ต้องพยายามบีบคำบางคำเพื่อประหยัดเนื้อที่ให้คำอื่น เช่น เดี๋ยว-เด๋ว, เสร็จ-เสด เป็นต้น จากนั้นก็ใช้มาเรื่อย ๆ จนถึงสมัยที่มี LINE ซึ่งไม่จำกัดจำนวนตัวอักษรแล้วก็ตาม
 
       บ้างก็วิบัติเพื่อประหยัดเวลา บ้างก็วิบัติเพื่อสื่ออารมณ์ บ้างก็วิบัติตามกระแส จนนำมาสู่ "ความวิบัติที่แท้จริง" ทุกวันนี้หลาย ๆ คนพิมพ์คำบางคำผิดไปจากเดิมโดยที่ไม่รู้ว่า "มันผิดด !!" สำหรับหมอเน็ทที่เลิกใช้ภาษาวิบัติก็คงเพราะเหตุผลนี้แหละ ทุกวันนี้ภาษาวิบัติมีความแพร่หลาย ไม่ใช่แค่ในโซเชียลมีเดียแต่รวมถึงนิตยสารบางฉบับด้วย (ไม่มีตังค์จ้างพิสูจน์อักษรรึไงวะ ?!) ฉะนั้นต้องร่วมด้วยช่วยกันอนุรักษ์ภาษาไทยซึ่งเป็นภาษาประจำชาติของเราไว้ตราบนานเท่านาน ขอบคุณครับ
 
       คำพูดทิ้งท้าย: อยากฝากพระราชดำรัสตอนนึงไว้
       "เรามีโชคดีที่มีภาษาของตนเองแต่โบราณกาล จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะรักษาไว้ ปัญหาเฉพาะในด้านรักษาภาษานี้ก็มีหลายประการ อย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในทางออกเสียง คือ ให้ออกเสียงให้ถูกต้องชัดเจน อีกอย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในวิธีใช้ หมายความว่า วิธีใช้คำมาประกอบประโยค นับเป็นปัญหาที่สำคัญ ปัญหาที่สาม คือ ความร่ำรวยในคำของภาษาไทย ซึ่งพวกเรานึกว่าไม่ร่ำรวยพอ จึงต้องมีการบัญญัติศัพท์ใหม่มาใช้ .. สำหรับคำใหม่ที่ตั้งขึ้นมีความจำเป็นในทางวิชาการไม่น้อย แต่บางคำที่ง่าย ๆ ก็ควรจะมี ควรจะใช้คำเก่า ๆ ที่เรามีอยู่แล้ว ไม่ควรจะมาตั้งศัพท์ใหม่ให้ยุ่งยาก"
 
       ป.ล. "เป็นอะไรหรือ .. 1. ป่าว 2. ปล่าว 3. เปล่า" ตอบข้อไหนกัน ? (ห้ามเปิดดูก่อนน !!)
       ป.ล.๒ "กุ-เมิง" นี่ตั้งใจใช้วิบัติ เพราะจะได้ไม่แลดูหยาบคายเกินไปนะ เอิ้ก ๆ

       เข้ามากดไลค์และติดตามผลงานกันได้ที่เพจ "หมอเน็ท" เลยนะ
 

≪ 5 คุณลักษณะของคนที่ไม่ควรเรียนหมอ

Soon ≫